วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ

บทวิเคราะห์จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ โดยวิกรม กรมดิษฐ์
วิกรม กรมดิษฐ์” ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร พร้อมทั้งมีบริษัทในเครืออมตะอีกหลายแห่ง รวมถึงที่อยู่ในเวียดนามด้วย เขาพลิกผันตัวเองจากครอบครัวที่ทำอาชีพค้าขายในจังหวัดกาญจนบุรี มาสู่เจ้าของอาณาจักรนิคมอุตสาหกรรม

ความคิดเห็นของ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าพ่ออมตะนครที่เคยพูดถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อคือ   

1. คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก   โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ   

2.  การศึกษายังไม่ทันสมัย   คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก
ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตา มหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า  

3.  มองอนาคตไม่เป็น   คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอ มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน  

4.  ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่   ทำแบบผักชีโรยหน้าหรือทำด้วยความเกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญา 
หรือข้อตกลงอย่างเคร่ง ครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ  


5.  การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่   ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง 
และชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
6.  การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการ ตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ
หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง  

7.  อิจฉาตาร้อน   สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี่ยงเป็นศรีธนญชัยยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้ว
ไป เกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้ายดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว  

8.  เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์เอ็นจีโอดีๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล 
เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน  

9.  ยังไม่พร้อมในเวทีโลก   การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกของเรายังขาดทักษะและทีมเวิร์ค ที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้   

10. เลี้ยงลูกไม่เป็น   ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเองต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมข้อสุดท้าย.

9 ความคิดเห็น :

puling-222 กล่าวว่า...

ตอบไว้แล้ว ระบบบอก เออเร่อ อิๆ
บาย

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ความเห็นส่วนตัวจริงๆผมก็เคยได้ยินมาแล้ว แต่บังเอิญข้อมูลที่ผมศึกษาและวิเคราะห์ (ในฐานะนักวิเคราะห์/พัฒนา/ปฏิรูปองค์การ
และอยู่ตปท.มานาน) ซึ่งมีความคิดใกล้เคียงกับคุณวิกรมหลายประเด็น ที่สำคัญผมอยากจะแชร์ ทั้งหมดไม่ใช่
คนไทย เพราะความเป็น " ไทย Thainess" ได้จางหายไปหมดแล้วในสังคมคนไทย ต้องบอกว่า
ยุค "คนไทยผสม GMO"

ด้วยปัจจัยหลายอย่างๆ ตามที่คุณวิกรมฯ สรุปจากคนญี่ปุ่นที่วิเคราะห์คนไทยก็ดี หรือ
ในเอกสารต่างๆ ที่คนต่างชาติเข้ามาทำวิจัยและเผยแพร่ไปทั่วโลก แต่คนไทยอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก
หรืออ่านออกแต่ความผิด เข้าข้างตนเอง เลยเป็นอยู่ทุกวันนี้

น่าอนาถใจหากพวกเราทราบแล้วไม่ช่วยกันแก้ไข อย่าเพียงแค่ยอมรับ /หรือวิจารณ์ เสร็จแล้วก็ลืม...
เพราะผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้คนต่างชาติ มาดูถูกสรุปว่า คนไทยเป็นแบบนี้ทั้งหมด หาใช่ ...
พวกคนไทยยุคใหม่เราๆ มาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มาแสดงให้เห็นชาวโลกได้เห็น เพราะโลกเราทุกวันนี้
ไม่ได้แบน / กลม แต่เป็นแบบไร้สาย ไม่มีกำแพงกีดกั้น ...


[ ... ทุกวันนี้คนไทยเราดำรงอยู่ โดนถูกวัฒนธรรมต่างชาติมากลืนครอบโดยรู้ตัวบ้าง/ไม่รู้ตัวบ้างแต่ไม่สนใจ
หากเมื่อไรมีสงครามกลางเมือง / สงครามโลกเกิดขึ้น พวกเราจะเริ่มรู้สึกและวันนั้นก็จะสายเกินแก้ไขไปแล้ว...
(Ekataksin C., 2002) ]

ผมอยากตอบพูดแทนเยาวชนไทยในปัจจุบันว่า ...ถ้าหากผมย้อนกลับเป็นเด็กในยุคนี้ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ผมจะต้องพูดว่า "พ่อแม่-รังแกฉัน" หากไม่พร้อมจะแต่งงาน + จะเกิด พวกผม/หนู มาทำไม ...
(ผมหมายถึง พ่อ-แม่คนไทยปัจจุบัน หาใช่กล่าวถึงพ่อแม่บังเกิดกล้า เพราะท่านๆคือสุดยอดแล้ว ผมจึงมีทุกวันนี้ได้)


ด้วยความนับถือและปรารถนาที่จะคนไทยเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม

หมีคุง

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คนไทยล้าหลังทางความคิดโดยเฉพาะคนที่แต่งงานกับตำรวจไทยชั้นปะทวนผัวตำรวจก็ไปมีเมียน้อยสงครามแม่ผัวลูกสะใภ้ก็บังเกิดฝ่ายเมียก็ได้แต่ร้องไห้ถามว่าทำไมไม่หย่าซะเขาตอบกลับมาว่าจะกอดทะเบียนสมรสไว้เผื่อผัวตายจะได้เงินชดเชยอยากจะหัวเราะเป็นภาษาอิตาลีค่ะ เขามีความคิดได้แค่นั้นเหรอทุกข์ๆๆๆไม่เหมือนผู้หญิงแถวชาติที่เจริญเลยเด็ดขาดหย่าทันทีไม่ต้องคาระคาซังไม่ต้องชํ้าใจนาน

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เห็นด้วยกับ คห.2 ครับ ... กว่าจะรู้ก็สายจริงๆ ครับ ประเทศนี้ ดีแต่พูด แต่ทำกันไม่เป็น

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใช่ครับ คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น และไม่กล้าแสดงออก

Jamie กล่าวว่า...

ข้อที่๒, เรื่องการศึกษาของไทยไม่ทันสมัย ต้องขอเห็นด้วยเพราะยังสอนให้เชื่อ ให้ฟัง ไม่ใด้ให้คิดเหมือนชาติที่เจริญแล้ว คนไทยยังงมงายอยู่กับความเชื่อโบราณที่ไร้เหตุผล (ความเชื่อโบราณที่มีเหตุผลก็มีมาก แต่เขาก็ไม่ใด้เชื่อเพราะเหตุผล แต่เพราะเขาถูกสอนว่า....และคิดเองไม่เป็น)
แต่การไปเรึยนเมืองนอกส่วนใหญ่อาจไม่ใช่เพื่อโอกาสที่ดีกว่าแต่เพราะหน้าตาในสังคม จบจากนอกไม่มีพวกก็ไม่มีโอกาสมากนัก คนไทยเล่นพวกซึ่งต่างกับในยุโรปมาก เจ้านายไทยก็ชอบคนกราบกราน คนเก่งหัวแข็งก็ไม่มีจุดยืนในสังคมไทย สำหรับในประเทศระดับต้นๆ ความสามารถมาเหนือสิ่งอื่นใด และเจ้านายก็ภูมิใจที่เลือกคนใด้ถูกต้อง แต่เจ้านายไทยคิดถึงตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของบริษัท ถ้าไม่ก้มหัวให้ก็ไม่ต้องเจริญ ธุรกิจไทยจึงเต็มไปด้วย ผู้มีฝีปาก ไม่ใช่ฝีมือ

Serpico Bravo กล่าวว่า...

หากเราต้องการเปลี่ยนค่านิยมของผู้คนในสังคมไทย
เราต้องเปลี่ยนที่ตัวเราเองให้ได้ก่อน...ดีที่สุด
หนังสือคาถาชีวิต ของคุณวิกรม
เล่มละ 20 บาท ถูกกว่าก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม
แต่ก็ยึดถือเป็นคำภีร์ชีวิตได้เลยครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คนไทยต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง มิใช้ให้ใครมาเปลี่ยนตัวเราเอง จงเริ่มต้นที่ตัวเอง

None กล่าวว่า...

ขอรบกวนถามได้ไหมคะว่าที่มาของบทความนี้ของคุณวิกรมคือจากที่ไหนคะ ขอบคุณมากค่ะ

แสดงความคิดเห็น